ทำไม “ร้องเพลงได้ทั้งวันไม่เจ็บคอ”แต่ “สอนแค่สองชั่วโมงคอพัง”
- Vitchatalum Laovanich
- 20 ม.ค.
- ยาว 1 นาที
ถ้าคุณเป็นอาจารย์ ครู นักร้อง หรือคนทำงานที่ต้องใช้เสียงคุณอาจเคยเจอเรื่องนี้เหมือนกัน
วันไหนซ้อมร้องเพลงทั้งวันเสียงยังอยู่ คอยังโอเคแต่วันไหนต้องสอน พูดต่อเนื่องแค่ 1–2 ชั่วโมงกลับเริ่มรู้สึกล้า แสบคอ เจ็บลึก ๆ จนไม่อยากพูดต่อ
คำถามคือมันเกิดจากอะไร ทั้งที่เราก็ใช้เสียงเหมือนกัน?
คำตอบสั้น ๆ คือ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “คอไม่แข็งแรง”แต่อยู่ที่ “รูปแบบการใช้เสียง” และ “บริบทของการสอน”
การสอนคืออาชีพที่ “เสี่ยงต่อปัญหาเสียง” มากกว่าที่คิด
งานวิจัยด้านเวชศาสตร์เสียงพบตรงกันว่าครูและอาจารย์เป็นหนึ่งในกลุ่มอาชีพที่มีปัญหาเสียงมากที่สุด
มีครูประมาณ 1 ใน 10 คน ที่มีปัญหาเสียงอยู่ในปัจจุบัน
และมากกว่าครึ่งหนึ่งของครู เคยมีปัญหาเสียงอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตการทำงาน
ในกลุ่มครูทั้งหมด ครูดนตรีและศิลปะการแสดง เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ
นักวิจัยสรุปชัดเจนว่า
ปัญหาเสียงของครูไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคลแต่เป็น “ความเสี่ยงเชิงอาชีพ” ของการสอน
ปัญหาจริงไม่ใช่ “เสียงแหบ” แต่คือ “ความล้าและความเจ็บ”
สิ่งที่ทำให้ครูสอนต่อไม่ไหวไม่ใช่เพราะเสียงฟังดูไม่เพราะแต่เพราะอาการเหล่านี้:
รู้สึกต้องออกแรงพูดมากขึ้นเรื่อย ๆ
เสียงพุ่งยาก ต้องดัน
คอล้า แสบ หรือเจ็บลึก ๆ
พอสอนเสร็จแล้วแทบไม่อยากพูดต่อ
งานวิจัยพบว่าอาการล้าและความเจ็บของเสียงส่งผลต่อการทำงานมากกว่า “คุณภาพเสียง” เสียอีก
นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักร้องที่ร้องเพลงได้ดีมากยังอาจ “พัง” ได้ง่ายในห้องเรียน
แล้วทำไมร้องเพลงถึงไม่เจ็บคอ?
คลินิกเฉพาะทางด้านเสียงของมหาวิทยาลัยมินนิโซตาใช้คำว่า “Vocal Athlete” เพื่ออธิบายคนที่ใช้เสียงเป็นอาชีพ แนวคิดนี้บอกว่าเสียงก็เหมือนร่างกายของนักกีฬาถ้าใช้ถูกวิธี มีจังหวะพัก และสภาพแวดล้อมเหมาะสมก็ใช้งานได้นานโดยไม่บาดเจ็บ
การร้องเพลงมักมีลักษณะดังนี้:
มีการเตรียมตัว
ใช้ลมหายใจช่วย
เสียงเปลี่ยนขึ้นลงตลอด ไม่ค้างอยู่จุดเดิม
ผู้ร้องรับรู้ร่างกายตัวเองตลอดเวลา
ทั้งหมดนี้ช่วย “กระจายภาระ” ของเสียงไม่ให้คอทำงานหนักเกินไป
แต่การสอนคือ “อีกเหตุการณ์หนึ่ง” ของเสียง
การสอนในชีวิตจริงมักตรงข้ามกับการร้องเพลง:
ห้องเรียนมีเสียงรบกวน
ต้องพูดดัง แข่งกับบรรยากาศ
พูดต่อเนื่องยาว โดยแทบไม่มีเวลาพัก
ต้องคิดเนื้อหา คุมชั้นเรียน และสื่อสารพร้อมกัน
นักวิจัยเรียกภาระนี้ว่าการใช้เสียงแบบสะสมแรงซ้ำ ๆยิ่งใช้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อเสียงก็ยิ่งล้าเร็ว
พูดง่าย ๆ คือการร้องเพลงเหมือน “ซ้อมกีฬาในสนามที่พร้อม”แต่การสอนเหมือน “แข่งทุกวัน โดยไม่มีเวลาฟื้นตัว”
เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่ครู แต่กระทบผู้เรียนด้วย
งานวิจัยยังพบว่านักเรียนจะฟังและเข้าใจเนื้อหาได้น้อยลงเมื่อฟังเสียงครูที่ล้า หรือมีปัญหาเสียงแม้จะเป็นระดับเล็กน้อยก็ตาม ดังนั้นการดูแลเสียงของครูไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแต่เกี่ยวข้องกับ คุณภาพการเรียนรู้ในห้องเรียน
แล้วควรทำอย่างไร?
จากงานวิจัยที่มีอยู่ ข้อคิดสำคัญคือ:
มองการสอนว่าเป็นภาระเสียงหลักของอาชีพไม่ใช่กิจกรรมรองจากการแสดงหรือการร้องเพลง
แค่รู้เทคนิคไม่พองานวิจัยชี้ว่าการให้ความรู้เรื่องเสียงอย่างเดียวช่วยได้จำกัด ถ้าไม่ปรับสภาพแวดล้อมและวิธีทำงาน
เครื่องช่วยเสียงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยการใช้ไมโครโฟนหรือเครื่องขยายเสียงช่วยลดภาระคอได้จริง และควรถูกมองเป็นอุปกรณ์ทำงาน
ถ้ามีอาการเรื้อรัง ควรพบผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงเช่น แพทย์หูคอจมูกที่ดูแลเสียง หรือ นักแก้ไขการพูดเฉพาะทางด้านเสียง
สรุปสั้น ๆ
ถ้าคุณร้องเพลงได้ทั้งวันแต่สอนแค่สองชั่วโมงแล้วคอพังคุณไม่ได้ “อ่อนแอ”และไม่ได้ “ใช้เสียงไม่เป็น”
คุณแค่กำลังใช้เสียงในบริบทที่หนักโดยที่ระบบงานยังไม่ช่วยดูแลเสียงของคุณอย่างจริงจัง
เสียงคือ “เครื่องมือทำงาน”และสมควรถูกดูแลเหมือนเครื่องมือสำคัญอื่น ๆไม่ใช่ปล่อยให้พังแล้วค่อยซ่อม
แหล่งอ้างอิง (สำหรับผู้สนใจค้นต่อ)
Roy, N. (2011). Voice Disorders in Teachers.Perspectives on Voice and Voice Disorders.
Roy, N. et al. (2004). Voice disorders in teachers and the general population.Journal of Speech, Language, and Hearing Research.
University of Minnesota, Lions Voice Clinic.You ARE a Vocal Athletehttps://med.umn.edu/ent/patient-care/lions-voice-clinic/about-the-voice/you-and-your-voice/vocal-athletes
University of Minnesota, Lions Voice Clinic.General Facts about Voice Problemshttps://med.umn.edu/ent/patient-care/lions-voice-clinic/about-the-voice/general-facts

