top of page

ทำไม “ร้องเพลงได้ทั้งวันไม่เจ็บคอ”แต่ “สอนแค่สองชั่วโมงคอพัง”

ถ้าคุณเป็นอาจารย์ ครู นักร้อง หรือคนทำงานที่ต้องใช้เสียงคุณอาจเคยเจอเรื่องนี้เหมือนกัน

วันไหนซ้อมร้องเพลงทั้งวันเสียงยังอยู่ คอยังโอเคแต่วันไหนต้องสอน พูดต่อเนื่องแค่ 1–2 ชั่วโมงกลับเริ่มรู้สึกล้า แสบคอ เจ็บลึก ๆ จนไม่อยากพูดต่อ

คำถามคือมันเกิดจากอะไร ทั้งที่เราก็ใช้เสียงเหมือนกัน?

คำตอบสั้น ๆ คือ


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “คอไม่แข็งแรง”แต่อยู่ที่ “รูปแบบการใช้เสียง” และ “บริบทของการสอน”

การสอนคืออาชีพที่ “เสี่ยงต่อปัญหาเสียง” มากกว่าที่คิด

งานวิจัยด้านเวชศาสตร์เสียงพบตรงกันว่าครูและอาจารย์เป็นหนึ่งในกลุ่มอาชีพที่มีปัญหาเสียงมากที่สุด

  • มีครูประมาณ 1 ใน 10 คน ที่มีปัญหาเสียงอยู่ในปัจจุบัน

  • และมากกว่าครึ่งหนึ่งของครู เคยมีปัญหาเสียงอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตการทำงาน

  • ในกลุ่มครูทั้งหมด ครูดนตรีและศิลปะการแสดง เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ

นักวิจัยสรุปชัดเจนว่า

ปัญหาเสียงของครูไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคลแต่เป็น “ความเสี่ยงเชิงอาชีพ” ของการสอน

ปัญหาจริงไม่ใช่ “เสียงแหบ” แต่คือ “ความล้าและความเจ็บ”

สิ่งที่ทำให้ครูสอนต่อไม่ไหวไม่ใช่เพราะเสียงฟังดูไม่เพราะแต่เพราะอาการเหล่านี้:

  • รู้สึกต้องออกแรงพูดมากขึ้นเรื่อย ๆ

  • เสียงพุ่งยาก ต้องดัน

  • คอล้า แสบ หรือเจ็บลึก ๆ

  • พอสอนเสร็จแล้วแทบไม่อยากพูดต่อ


งานวิจัยพบว่าอาการล้าและความเจ็บของเสียงส่งผลต่อการทำงานมากกว่า “คุณภาพเสียง” เสียอีก

นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักร้องที่ร้องเพลงได้ดีมากยังอาจ “พัง” ได้ง่ายในห้องเรียน


แล้วทำไมร้องเพลงถึงไม่เจ็บคอ?

คลินิกเฉพาะทางด้านเสียงของมหาวิทยาลัยมินนิโซตาใช้คำว่า “Vocal Athlete” เพื่ออธิบายคนที่ใช้เสียงเป็นอาชีพ แนวคิดนี้บอกว่าเสียงก็เหมือนร่างกายของนักกีฬาถ้าใช้ถูกวิธี มีจังหวะพัก และสภาพแวดล้อมเหมาะสมก็ใช้งานได้นานโดยไม่บาดเจ็บ

การร้องเพลงมักมีลักษณะดังนี้:

  • มีการเตรียมตัว

  • ใช้ลมหายใจช่วย

  • เสียงเปลี่ยนขึ้นลงตลอด ไม่ค้างอยู่จุดเดิม

  • ผู้ร้องรับรู้ร่างกายตัวเองตลอดเวลา

ทั้งหมดนี้ช่วย “กระจายภาระ” ของเสียงไม่ให้คอทำงานหนักเกินไป


แต่การสอนคือ “อีกเหตุการณ์หนึ่ง” ของเสียง

การสอนในชีวิตจริงมักตรงข้ามกับการร้องเพลง:

  • ห้องเรียนมีเสียงรบกวน

  • ต้องพูดดัง แข่งกับบรรยากาศ

  • พูดต่อเนื่องยาว โดยแทบไม่มีเวลาพัก

  • ต้องคิดเนื้อหา คุมชั้นเรียน และสื่อสารพร้อมกัน


นักวิจัยเรียกภาระนี้ว่าการใช้เสียงแบบสะสมแรงซ้ำ ๆยิ่งใช้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อเสียงก็ยิ่งล้าเร็ว

พูดง่าย ๆ คือการร้องเพลงเหมือน “ซ้อมกีฬาในสนามที่พร้อม”แต่การสอนเหมือน “แข่งทุกวัน โดยไม่มีเวลาฟื้นตัว”


เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่ครู แต่กระทบผู้เรียนด้วย

งานวิจัยยังพบว่านักเรียนจะฟังและเข้าใจเนื้อหาได้น้อยลงเมื่อฟังเสียงครูที่ล้า หรือมีปัญหาเสียงแม้จะเป็นระดับเล็กน้อยก็ตาม ดังนั้นการดูแลเสียงของครูไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแต่เกี่ยวข้องกับ คุณภาพการเรียนรู้ในห้องเรียน


แล้วควรทำอย่างไร?

จากงานวิจัยที่มีอยู่ ข้อคิดสำคัญคือ:

  1. มองการสอนว่าเป็นภาระเสียงหลักของอาชีพไม่ใช่กิจกรรมรองจากการแสดงหรือการร้องเพลง

  2. แค่รู้เทคนิคไม่พองานวิจัยชี้ว่าการให้ความรู้เรื่องเสียงอย่างเดียวช่วยได้จำกัด ถ้าไม่ปรับสภาพแวดล้อมและวิธีทำงาน

  3. เครื่องช่วยเสียงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยการใช้ไมโครโฟนหรือเครื่องขยายเสียงช่วยลดภาระคอได้จริง และควรถูกมองเป็นอุปกรณ์ทำงาน

  4. ถ้ามีอาการเรื้อรัง ควรพบผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงเช่น แพทย์หูคอจมูกที่ดูแลเสียง หรือ นักแก้ไขการพูดเฉพาะทางด้านเสียง


สรุปสั้น ๆ

ถ้าคุณร้องเพลงได้ทั้งวันแต่สอนแค่สองชั่วโมงแล้วคอพังคุณไม่ได้ “อ่อนแอ”และไม่ได้ “ใช้เสียงไม่เป็น”

คุณแค่กำลังใช้เสียงในบริบทที่หนักโดยที่ระบบงานยังไม่ช่วยดูแลเสียงของคุณอย่างจริงจัง

เสียงคือ “เครื่องมือทำงาน”และสมควรถูกดูแลเหมือนเครื่องมือสำคัญอื่น ๆไม่ใช่ปล่อยให้พังแล้วค่อยซ่อม


แหล่งอ้างอิง (สำหรับผู้สนใจค้นต่อ)

 
 
 

© 2023 by The Artifact. Proudly created with Wix.com

bottom of page