top of page

คอนเสิร์ต On Silver Skies ครบรอบ 25 ปี สวนพลูคอรัส

คอนเสิร์ต On Silver Skies ครบรอบ 25 ปี สวนพลูคอรัสจบลงไปแล้ว เสียงปรบมือดัง ม่านเวทีปิด สมาชิกหลายคนเดินออกมาด้วยแววตาเปล่งประกาย ส่วนผม…เดินออกมาพร้อมอาการปวดหลังเล็กน้อย และคำถามในใจว่า

“เออ…นี่ก็ยังอยู่วงนี้อีกเหรอวะ อยู่ยาวขนาดไหนน่ะเหรอ”

ยาวจนเห็นคนเข้า ๆ ออก ๆ วงแบบเยอะมาก บางคนผมยังจำไม่ได้เลยว่าเคยอยู่ด้วยกัน จำชื่อไม่ได้ จำหน้าไม่ได้ แต่…ออกจากวงไปเรียบร้อยแล้ว 😅


แต่คำตอบสุดท้ายตอนนี้ คือ ผมยังอยู่ครับ ไม่ได้ลาออก ไม่ได้โดนเชิญออก และไม่ได้ถูกแบน (แต่เกือบล่ะ) แค่กลายสภาพเป็นสมาชิกแก่ๆ คนหนึ่ง ที่มาซ้อม นั่งยืดเส้น ร้องบ้างไม่ร้องบ้าง เพราะบางวันมาถึงห้องซ้อม หลังจากที่สังขารผ่านศึกมาทั้งวัน มันก็ไม่ไหวจริง ๆ



จากเวียดนามถึงเบรเมน: ความเชื่อและเหรียญรางวัลแรก


ผมเข้ามาเป็นสมาชิกสวนพลูคอรัสอย่างจริงจังครั้งแรก โดยการชักนำจากพี่โต เพื่อนคุณแม่ผม เข้ามางานแรกก็เดินทางไปแสดงที่เวียดนามเลย แบบว่าช็อค มาก ร้องเป็นสิบ ๆ เพลง ท่องจำภายในไม่กี่วัน

ที่ประทับใจคือการมีปาร์ตี้รอบดึกหลังจากคอนเสิร์ต บันเทิงมาก และหลังจากนั้นก็เริ่มมาร้องจริงจังเพราะปาร์ตี้5555 และนำพามาสู่การแข่งขัน Choir Olympics 2004 ที่เมืองเบรเมน ประเทศเยอรมนี


หน้าที่หลักของผมคือ ดูแล ยก แบก หามข้าวของ เครื่องดนตรีให้ผู้อาวุโสในวง ตอนนั้นคือ ไม่ต้องร้องเก่งแต่ต้องยกเก่ง เพราะถ้ายกไม่ทันจะโดนมองแรงยิ่งกว่าร้องเพี้ยน


มีอยู่ครั้งหนึ่ง เราเคยเดินทางในประเทศเยอรมนีด้วยรถไฟ แบบสัมภาระเต็มตัวพร้อมเครื่องดนตรี ชนิดที่พอรถไฟเข้าชานชาลา มีเวลาให้ประมาณ 30 วินาที “ถ้าไม่ยัดทุกสิ่งทุกอย่างที่แบกมาตอนนี้ มีได้นอนชานชาลาแน่” ทุกคนต้องช่วยกันยัดทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปในตู้ก่อนประตูจะปิด แล้วค่อย ๆ เข็น ลาก ดัน เบียด ไปกองรวมกันในโบกี้เดียว เหมือนกำลังอพยพหนีภัย มีทั้งกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มากกกก เครื่องดนตรีไทยเต็มไปหมด


ในเวลานั้น วงยังไม่ใช่วงที่มีชื่อเสียงในระดับโลก แต่เป็นวงที่เต็มไปด้วยพลัง ความฝัน และความเชื่อว่า การขับร้องประสานเสียงแบบไทย ๆ สามารถยืนอยู่บนเวทีนานาชาติได้อย่างสง่างาม


การกลับมาพร้อมเหรียญเงินในประเภท Folklore a cappella ไม่ใช่แค่ความสำเร็จเชิงรางวัล แต่มันเป็นจุดยืนยันว่า วงเล็ก ๆ จากประเทศไทยวงนี้ “ไปต่อได้”และผมก็เดินต่อมากับวงนั้น ผ่านเวที ผ่านการแข่งขัน ผ่านความสำเร็จแทบทุกช่วงสำคัญของวง รางวัลจำนวนมากที่สวนพลูคอรัสได้รับ ผมก็มีส่วนอยู่ในนั้น แม้จะเป็นจุดเล็กๆ ดำๆ ก็ตาม 5555 และที่ประทับใจมากสุด น่าจะเป็นเหรียญทองเหรียญแรกที่ Riga มั้ง เพราะกว่าจะได้มันมา ใช้เวลาเป็น 10 ปี


ในช่วงเริ่มต้น สวนพลูคอรัสไม่ได้เป็นแค่วงดนตรี แต่มันมีความเป็น “ครอบครัว” สูงมาก เราใช้ชีวิตร่วมกัน (ตีกันประจำ) ซ้อมด้วยกัน เดินทางด้วยกัน แบกรับค่าใช้จ่ายของวงร่วมกัน ตั้งแต่ค่าสถานที่ซ้อม ค่าโน้ตเพลง (ได้ข่าวว่าเคยโดนตามเก็บค่าลิขสิทธิ์ข้ามทวีป) ไปจนถึงค่าชุดและค่าจัดการต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โครงสร้างรายได้ของวงแทบไม่ได้เปลี่ยนไปมาก แต่โชคดีที่ช่วงหลังๆ ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทไทยเบฟ แต่ถึงอย่างไรสมาชิกยังคงมีค่าสมาชิกรายเดือน และรายได้จากการแสดงก็ไม่ใช่สิ่งที่เลี้ยงชีพใครได้จริง สิ่งที่หล่อเลี้ยงวงมาโดยตลอดไม่ใช่เงิน แต่คือความผูกพัน และความเชื่อในคุณค่าของการขับร้องประสานเสียง


ครอบครัว ความรัก และเสียงประสาน



สวนพลูคอรัสอยู่กับผมในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิต ผมมีภรรยา แต่งงาน และมีลูก ในขณะที่ยังอยู่ในวงนี้ ชีวิตครอบครัวของผมเติบโตเคียงข้างเสียงประสานของสวนพลูคอรัส


เมื่อมองย้อนกลับไป ผมอยู่กับวงนี้มานานยิ่งกว่าระยะเวลาการทำงานในที่ทำงานประจำเสียอีก ผมได้มีโอกาสบรรเลงและแสดงดนตรีในหลายเวที มีบางประสบการณ์ที่ฝังอยู่ในใจอย่างลึกซึ้ง เช่น การแสดงที่ยุโรป ในที่เดียวกับที่โมสาร์ทเคยแสดง หรือวันที่ผมเห็นลูกชายยืนปรบมือสุดแขนให้พ่อบนเวที


แต่ในวันดีๆ ก็มีวันที่โหดร้าย อีกภาพหนึ่งที่ผมจำไม่ลืม คือช่วงที่ภรรยากำลังซ้อมร้องเพลงอยู่ ขณะที่ลูกของเรากำลังดูดนมจากเต้าไปด้วย ซ้อมไป เลี้ยงลูกไป เป็นภาพที่สำหรับเรา มันคือชีวิตปกติ ชีวิตของคนที่พยายามประคองทั้งดนตรีและครอบครัวไปพร้อมกัน


แต่แน่นอน…โลกไม่ได้อบอุ่นแบบนั้นเสมอ รอบข้างก็มีทั้งสายตา ทั้งพลังงานบางอย่างที่ส่งมาแบบไม่ต้องพูด ประมาณว่า

“จะเอาลูกมาส่งเสียงรบกวนตอนซ้อมทำไม”

ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะลูกเรา…ไม่ได้ได้น่ารักสำหรับทุกคน และเสียงเด็กก็ไม่ได้กลมกลืนกับเสียงประสานเสมอไปวันนั้นผมไม่ได้โกรธ ไม่ได้เถียง แค่รับรู้ว่า พื้นที่ทางศิลปะที่เราเคยรู้สึกว่าเป็น “บ้าน” มันอาจไม่ได้ออกแบบมาเพื่อชีวิตครอบครัวนักแต่ถึงอย่างนั้น เราก็ยังเลือกจะอยู่ เลือกจะพยายาม และเลือกจะหัวเราะกับมัน


สิ่งที่ผมฝัน กับสิ่งที่เป็นจริง

อีกความฝันหนึ่งที่ผมมีมาตลอด คือ การที่ผมจะได้ต้อง SOLO กับวงครับ และในที่สุดผมก็ได้รับหน้าที่ SOLO โห่ในช่วยต้นของการแสดงเพลงพม่าทุงเล ภูมิใจมากอยู่มา 20 กว่าปีได้ Solo แล้ว หลังจากโชว์พลังเสียงไป คุณลูกชายถามว่า


พ่อทำอะไรอ่ะ ไป "หอน" บนเวทีทำไม

เออะ จบกันความฝันผม 555 หยอกๆ นะครับ พูดเล่น อันนี้ไม่ได้ใช่ความฝันของผมถ้าชอบ Solo ผมก็คงไม่มาเป็นนักร้องประสานเสียง




ความฝันจริงๆ คือ ผมอยากให้นักร้องในวงได้รับ “เกียรติ” มากกว่านี้ ทั้งในวงเอง และการไปแสดงในที่ต่างๆ เพราะนักร้องส่วนใหญ่ให้ทั้งใจ ให้ทั้งเวลา ให้ทั้งเงิน ใส่ลงมาในวงอย่างจริงจัง ซ้อมก็มา งานก็รับ ค่ารถ ค่ากิน ค่าชุด ค่าสมาชิก จ่ายเองแทบทั้งหมดแต่สุดท้าย กลับกลายเป็นเหมือนอยู่ลำดับล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร ผมเข้าใจดีว่า การเป็นนักร้องประสานเสียง ไม่ได้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้แบบหาเลี้ยงตัวเองได้เป็นกอบเป็นกำ ส่วนใหญ่เราร้องเพราะรัก ไม่ใช่เพราะรวยจากมันแต่การที่มันไม่รวย ไม่ได้แปลว่ามันไม่ควรได้รับการเคารพ ผมไม่ได้ฝันให้ทุกคนได้เงินเยอะ(เพราะมันแทบเป็นไปไม่ได้กับงานนี้) ไม่ได้ฝันให้วงต้องหรูหรา แค่ฝันว่านักร้องจะไม่ถูกมองเป็น

“ทรัพยากรที่เปลี่ยนแทนได้ง่าย”

แต่เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า มีชีวิต มีภาระ มีครอบครัว และมีศักดิ์ศรี

บางที สิ่งที่วงการประสานเสียงต้องการ อาจไม่ใช่งบประมาณเพิ่ม แต่อาจเป็นทัศนคติที่เคารพคนร้องมากขึ้นอีกนิด แค่นั้นเอง ก็อาจทำให้หลายคนอยู่ต่อในวงการ และรักมันได้นานขึ้น


ตัวแทนประเทศ ??????

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากพูด คือเรื่อง “การเป็นตัวแทนประเทศ”เวลาได้ไปแสดงต่างประเทศ เราก็ภูมิใจนะ ภูมิใจมาก เพราะรู้ว่ากำลังทำหน้าที่ในนามประเทศ ในนามวงการ ในนามสิ่งที่เรารัก


แต่ความจริงคือ ไม่ใช่ทุกคนจะภูมิใจไปกับเรา เจ้านายบางคน หรือคนที่จ้างเราทำงาน ไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำว่า “ตัวแทนประเทศ” เลยในสายตาเขา มันคือการเสียคนทำงาน เสียวันลา เสียเวลา ต้องแลกอะไรหลายอย่างมากมาย เพื่อไปยืนร้องเพลงบนเวทีที่เขาไม่ได้ไปดู เราต้องเอาวันลามาแลก ต้องเคลียร์งานล่วงหน้า ต้องทิ้งภาระไว้ข้างหลัง แล้วบินไปแสดง (จ่ายตังเอง) กลับมาก็ต้องทำงานต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนี่แหละ ความภูมิใจในการเป็นตัวแทนประเทศ 555


ตลอดทาง สวนพลูคอรัสสร้างนักร้องเก่ง ๆ ออกไปเยอะมาก เก่งจริง เก่งแบบไปไหนก็รอด(มั้ง) แต่พอออกจากวงไปแล้ว ส่วนใหญ่ก็…ไม่ค่อยกลับมาร้องอีก ซึ่งก็เข้าใจได้ ชีวิตมันเดินหน้า งานเข้า ภาระมา

แต่บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเราสามารถชวนนักร้องเก่ง ๆ เหล่านี้กลับมาร้องด้วยกันเป็นครั้งคราว หรือเอาประสบการณ์ที่แต่ละคนไปสะสมมา มาสร้างสรรค์งานร่วมกันอีก มันก็น่าจะสนุก และน่าจะงดงามมาก

คิดได้…แต่ทำยากโคตร ๆ ครับ 😅


แค่จะนัดเวลาให้ตรงกัน ยังยากกว่านัดประชุมคณะกรรมการระดับชาติ ยังไม่รวมเรื่องบทบาท อัตตา และคำถามโลกแตกอย่าง “ใครจะรับผิดชอบ” เลยเข้าใจเลยว่า บางความคิดดี ๆ มันไม่ได้ไม่ดี แค่บริหารจัดการยากมากเท่านั้นเอง


ความยากของการทำวงขับร้องแบบเอกชน

พูดถึงความยาก ขอพูดในฐานะคนช่วยทำวงเอกชนแบบไม่มีสังกัด ไม่มีบ้าน การทำวงขับร้องประสานเสียงเอกชนแบบนี้โคตรยากครับ ไม่ต้องพูดถึงเงินก่อน แค่หาที่ซ้อมก็แทบจะหมดแรงแล้ว


วันนี้ซ้อมได้ พรุ่งนี้โดนไล่ มะรืนเขาขอขึ้นค่าเช่า อีกวันเขาบอกเสียงดัง ดังนั้น น้อง ๆ ที่มีวงอยู่ในสถาบันการศึกษา มีสังกัด มีห้องซ้อม มีเปียโนตั้งรอ ขอบอกเลยว่า…คุณโชคดีมาก โชคดีแบบไม่ต้องรู้ตัวก็ได้ แต่วันหนึ่งจะเข้าใจเอง ผมว่าบางทีประเทศเรา ถ้าแค่มีพื้นที่ให้คนทำงานศิลปะได้มาทำงานสร้างสรรค์ด้วยกัน แค่นี้ผมว่าก็ดีงามแล้วครับไม่รู้จริงเปล่า ปรากฏว่ารวมกันแล้วตีกันเองอีก 555








สรุป ๆ จบเหอะ

แต่เวลาไม่เคยหยุดนิ่ง บริบทของวงเปลี่ยน ชีวิตของผู้คนเปลี่ยน รวมถึงชีวิตของผมเอง ผมค่อย ๆ ถอยตัวออกมาจากวง ไม่ใช่เพราะไม่รัก แต่เพราะภารกิจ เวลา และความจำเป็นหลายอย่างในชีวิต

การถอยครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มันค่อย ๆ เกิด พร้อมกับความเข้าใจตัวเอง และความเข้าใจวงมากขึ้นเรื่อย ๆ


ในช่วงหนึ่งของชีวิต ผมเคยมีความหวัง ความฝัน และความตั้งใจอย่างจริงจังกับสวนพลูคอรัส ผมอยากเห็นวงไปถึงจุดหนึ่ง อยากเห็นการขับร้องประสานเสียงไทยถูกผลักดันไปไกลกว่าการแสดงบนเวที อยากเห็นโครงสร้าง ระบบ องค์ความรู้ และความยั่งยืนเติบโตไปพร้อมกับเสียงเพลง


วันนี้ หากมองในเชิงศักยภาพ ผมอาจมีหลายอย่างในมือ ทั้งบทบาท หน้าที่ เครือข่าย และองค์ความรู้ ที่สามารถช่วยผลักดันวง หรืออย่างน้อยช่วยต่อยอดสิ่งที่เคยคุย เคยฝันกันไว้ แต่บริบทเปลี่ยนไปแล้ว

สวนพลูคอรัสในวันนี้ อาจไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป และผมคิดว่านั่นไม่ใช่เรื่องผิด


วงเรารักการร้องเพลง สมาชิกส่วนใหญ่ อยากมาร้องเพลง และได้ร้องเพลงอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นคุณค่าที่งดงามและควรได้รับการเคารพ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อมาโดยตลอดว่า การ “ขับเคลื่อนวง” และการ “ขับเคลื่อนวงการ” ต้องการมากกว่าความรักในการร้องเพลง มันต้องการโครงสร้างความคิดระยะยาว การจัดการองค์ความรู้ และการสื่อสารกับโลกภายนอก สองสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเดินไปพร้อมกันเสมอ


บทบาทเล็ก ๆ น้อย ๆ ของชีวิตผม คือการทำงานวิจัย ผมมีโอกาสทำโครงการวิจัยจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการขับร้องประสานเสียง และการดนตรีศึกษา งานเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ SCOPUS เลยนะจ๊ะ ซึ่งผมเชื่อว่ามีประโยชน์ต่อวงการในภาพรวม แต่ความจริงก็คือ งานวิจัยเหล่านี้ไม่ได้รับความสนใจมากนัก ผมรับรู้ว่าโลกของการปฏิบัติและโลกขององค์ความรู้ไม่ได้เดินจังหวะเดียวกันเสมอไป


ทุกวันนี้ ผมร้องเพลงกับวง ความรู้สึกมันเรียบง่ายมาก คล้าย ๆ กับการมาออกกำลังกาย ได้ใช้ร่างกาย ได้ใช้เสียง ได้อยู่กับตัวเอง โดยไม่ต้องแบกความฝันหรือความคาดหวังใด ๆ และผมคิดว่ามันก็เพียงพอแล้วสำหรับช่วงชีวิตนี้ บางความฝันไม่ได้ล้มเหลว แต่มัน “ทำหน้าที่ของมันเสร็จแล้ว”บางบทบาทไม่ได้หายไป แต่มันเปลี่ยนรูป


มีคนกล่าวว่า คนเราจะทำอะไร ก็จะขึ้นอยู่กับ สามสิ่ง เพื่อเงิน เพื่อชื่อเสียง หรือเพื่อความสุข”

ถ้าตอบกันตรง ๆ สำหรับการร้องเพลงกับสวนพลู เงินแทบ แถมจ่ายอีกไม่รู้เท่าไหร่ชื่อเสียงส่วนตัวนี่ไม่มีแน่นอน ไปตกอยู่กับชื่อวง หรือผู้อำนวยเพลงเสียมากกว่าชื่อคนร้องไม่ค่อยมีอะไรไหลย้อนกลับมาถึงตัวเป็นชิ้นเป็นอัน555


สิ่งที่เหลืออยู่จริง ๆ อาจมีแค่ “ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ”ความสุขจากการได้ยืนอยู่ในเสียงประสานความสุขจากการได้เป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราและความสุขจากการรู้ว่า ถึงแม้โลกจะไม่ได้เห็นคุณค่าในสิ่งนี้มากนักแต่เรายังเห็นมัน และยังเลือกจะอยู่กับมัน

บางที…การทำดนตรีแบบนี้ไม่ได้ตอบคำถามว่า คุ้มไหมแต่มันตอบคำถามว่า เรายังเป็นใครอยู่และสำหรับผม แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว


สุดท้ายนี้ ผมอยากขอบคุณครูดุษฎี พนมยงค์ ครูสุดา พนมยงค์ อดีตผู้อำนวยเพลงทุกท่าน หัวหน้าวงทุกยุคทุกสมัย และสมาชิกสวนพลูคอรัสทุกคน ไม่ว่าจะยังอยู่ในวง หรือเคยเดินร่วมทางกันมาในช่วงหนึ่งของชีวิต


ขอบคุณทุกเสียงที่เคยประสานกัน ทุกเวทีที่เคยยืน ทุกการซ้อมที่เหนื่อย ทุกความฝันที่เคยจริงจัง และทุกช่วงเวลาที่ทำให้วงนี้เติบโตขึ้นมาอย่างที่เป็นในวันนี้ ผมขอขอบคุณภรรยา และคุณลูกชาย ที่อยู่เคียงข้างกันและยังทำให้การขับร้องประสานเสียงยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และผมขอขอบคุณตัวเอง ที่ยังเลือกจะอยู่ตรงนี้ แม้บทบาทจะเปลี่ยน แม้ความฝันบางอย่างจะไม่เหมือนเดิม แต่หัวใจยังคงรักเสียงประสานเหมือนเดิมและสำหรับผม การได้ยังร้องเพลงร่วมกับผู้คนเหล่านี้ ไม่ว่าจะในบทบาทไหน ก็ยังเป็นเรื่องราวที่มีคุณค่าเสมอ


ป่าน 3

วิชฏาลัมพก์ เหล่าวานิช

ความคิดเห็น


© 2023 by The Artifact. Proudly created with Wix.com

bottom of page